Friday, May 11, 2007

ไอซีที-กูเกิลยอมความ ทางออกที่ดีที่สุด

การประกาศตกลงยอมความถอดคลิปวิดีโอเจ้าปัญหาออกจากเว็บไซต์ยูทิวบ์ของ กูเกิล เป็นไปตามความคาดหมายของนานาทรรศนะคนไอทีไทยที่มีต่อกรณีรัฐบาลไทยเตรียม ยื่นฟ้องร้องกูเกิล บริษัทแม่ของเว็บไซต์แชร์ไฟล์วีดีโอยูทิวบ์ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หลายฝ่ายมองว่าการเจรจายอมความครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย เนื่องจากหากฟ้องร้องแล้วแพ้ ถึงอย่างไรเสียไอซีทีก็ต้องปลดบล็อกยูทิวบ์ในที่สุด ขณะเดียวกันเชื่อว่า ยูทิวบ์เองก็ต้องยอมอ่อนข้อลง เนื่องจากตลาดไทยใหญ่พอตัว

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการบริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด ให้ความเห็นว่า การให้รัฐบาลเป็นผู้เรียกร้องให้กูเกิลถอดคลิปหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นอาจ เป็นวิธีที่ขัดแย้งกับวิถีการดำเนินงานของกูเกิล ที่ไม่ต้องการถูกอำนาจรัฐแทรกแซง การเจรจาตกลงน่าจะเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีกว่าการฟ้องร้องในนามรัฐบาลไทย

"ผม ไม่รู้รายละเอียดขั้นตอนการประสานงาน ไม่รู้ว่ารัฐบาลคุยกับกูเกิลอย่างไร แต่การฟ้องร้องหมายถึงการคุยไม่รู้เรื่องสุดๆแล้ว เมื่อรู้ว่าไอซีทีจะฟ้องร้องก็ยังคิดว่าไม่มีแนวทางอื่นอีกเหรอ"

หากไอซีทีดำเนินการฟ้องร้องจริง และยังคงบล็อกเว็บไซต์ยูทิวบ์ต่อไป นายภาวุธมองว่ามีทั้งข้อดีและเสีย ข้อดีคือเว็บไซต์ไทยที่ให้บริการแชร์ไฟล์วีดีโอลักษณะเดียวกับยูทิวบ์จะมี โอกาสเติบโตมากขึ้น แบนด์วิธของไทยจะไม่เสียให้กับเว็บไซต์ต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ความเดือดร้อนจากการถูกปิดกั้นก็ยังคงเป็นปัญหาคับใจต่อไป

นายปรเมศร์ มินสิริ กรรมการผู้จัดการบริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า หากเกิดการฟ้องร้องจริง กรณีที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกรณีฟ้องร้องแพ้

"ขั้นแรกไอซีทีบล็อกก่อน ผมเห็นด้วย เพื่อไม่ให้แตกตื่นไปมากกว่านี้ จากนั้นไอซีทีให้ข่าวว่าติดต่อให้กูเกิลถอดคลิปแล้วแต่กูเกิลไม่ยอม โดยบอกเหตุผลที่ขอให้กูเกิลถอดคลิปว่าไม่เหมาะสม แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นการผิดกฏหมาย ต่อมาจึงให้ข่าวว่าจะเดินหน้าฟ้อง จุดนี้ผมคิดว่าข้อควรระวังในการพิพาทกับบริษัทใหญ่ระดับโลกคือ หากไม่สามารถใช้คำสั่งศาลหรือศาลไม่รับฟ้อง อาจจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของประเทศได้"

นายปรเมศร์อธิบายว่ากรณีข้อขัดแย้งระหว่างกระทรวงไอซีทีและยูทิวบ์นั้นคล้ายคลึงกับกรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลตุรกี โดยต้นเหตุของปัญหาคือคลิปวีดีโอหมิ่นประมาทผู้นำตุรกี ครั้งนั้นรัฐบาลตุรกีเลือกที่จะฟ้องศาลก่อน เมื่อศาลเห็นว่าหมิ่นประมาทและมีความผิดจริง รัฐบาลจึงใช้คำสั่งศาลเป็นข้อชี้แจงเหตุผลการขอความร่วมมือถอดถอนคลิปวีดีโอ กระบวนการเหล่านี้กินระยะเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น

"1 เดือนที่บล็อกยูทิวบ์ไม่ได้แปลว่าไอซีทีไม่มีประสิทธิภาพ แต่เรื่องนี้สามารถนำไปใช้เป็นบทเรียนหากเกิดกรณีเช่นนี้อีกในอนาคต การบล็อกของไอซีทีในขั้นแรกนั้นผมคิดว่าถูกต้อง แต่หากมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนที่สอง และสามจะทำให้ปัญหาคลี่คลายได้เร็วขึ้น"

บางความเห็นมองการประกาศฟ้องร้องกูเกิลของกระทรวงไอซีทีว่าเกิดขึ้น ทั้งๆที่เจ้ากระทรวงรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีการยอมความ แต่เนื่องจากต้องการประท้วงให้กูเกิลรับรู้ว่าคนไทยไม่พอใจที่มีการลบหลู่ สถาบันพระมหากษัตริย์เกิดขึ้น ขณะที่บางความเห็นมองว่าเป็นการขออำนาจศาลมาอิงน้ำหนักแทนการใช้อำนาจรัฐ อย่างเดียว ซึ่งจะทำให้กูเกิลยอมถอดคลิปได้ง่ายขึ้น

การ ตัดสินใจไม่ฟ้องยูทิวบ์ของกระทรวงไอซีทีเกิดขึ้นหลังจากกูเกิลส่งหนังสือมา ถึงกระทรวงไอซีที ยืนยันว่าทางบริษัทเคารพต่อสถาบันกษัตริย์ไทยและพร้อมถอดคลิปไม่เหมาะสมออก ทั้งหมดโดยเร็ว (หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2550) และแม้จะไม่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น แต่การสืบหาตัวผู้โพสต์คลิปวีดีโอเจ้าปัญหาจะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะรับหน้าที่หลักในการดำเนินการเอาผิดต่อบุคคลที่ โพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติความผิดทาง คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

ขณะนี้ (17.50 น. 11.5.50) เว็บไซต์ ยังคงถูกบล็อก เนื่องจากคลิปวีดีโอดังกล่าวยังถูกถอดออกจากเว็บไซต์ไม่หมด โดยนายเคนท์ วอล์กเกอร์ รองประธานกรรมการ บริษัท กูเกิล อิงค์ ได้แจ้งกระทรวงไอซีทีว่า สาเหตุที่ไม่สามารถนำภาพดังกล่าวออกได้ทันที เนื่องจากมีขั้นตอนการดำเนินงานที่สลับซับซ้อนในลักษณะเดียวกันกับหน่วยงาน ราชการของไทย ด้วยความที่เป็นบริษัทใหญ่ จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการพิจารณานาน โดยล่าสุดได้นำภาพและคลิปที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีอยู่ 12 คลิป ออกจากเว็บไซต์ไปบางส่วนแล้ว ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะสามารถนำภาพทั้งหมดออกไปได้ในเร็วๆนี้

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก ทางกูเกิลระบุว่าจะมีการประสานงานระหว่างกระทรวงไอซีทีกับกูเกิลมากขึ้น สำหรับมาตรการป้องกันในระยะยาว กระทรวงไอซีที ได้ประสานงานกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต(ไอเอสพี)รายใหญ่ในประเทศสหรัฐ อเมริกา เพื่อร่วมกันสกัดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมในลักษณะดังกล่าวด้วย ส่วนในประเทศไทยจะหารือร่วมกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต(ไอเอสพี)ทุกราย ให้ติดตั้งอุปกรณ์สกัดกั้นข้อมูล เพื่อให้สามารถบล็อกภาพ และข้อมูลที่ไม่เหมาะสมได้โดยไม่จำเป็นต้องปิดทั้งเว็บไซต์

ผู้จัดการ

0 comments: